ชีวิต 6 เดือน ณ มุมไบ



ห่างหายไปนานเลย กับการเขียนเล่าเรื่องจากแอดมินพี่เกมนะคะ เนื่องด้วยจากที่ต้องย้ายสำมะโนครัวมาเรียนต่อป.โท ที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย ซึ่งผ่านไปแล้วหนึ่งเทอม ด้วยความหลงไหลในมนต์สเน่ห์ของอินเดีย วันนี้พี่เกมจะมาเล่าต่อจากเพจคราวก่อน (ใครยังไม่ได้อ่านตอนก่อนหน้า คลิ๊ก "การตัดสินใจกับการไปเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดีย" ) ให้อ่านกันว่าหลังจากมาใช้ชีวิตที่มุมไบเพื่อนเรียนภาษาอังกฤษตั้งครึ่งปี มีเกิดอะไรขึ้นบ้าง ... มาต่อกันเลยค่ะ

พอถึงวันที่ต้องเดินทาง ตอนแรกยอมรับเลยว่าแอบไม่ค่อยตื่นเต้นแล้ว เพราะคิดว่าเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว พอล้อของเครื่องบินแตะพื้นสนามบินนานาชาติ Chhatrapati Shivaji เมืองมุมไบเท่า นั่นแหละคะ หัวสมองเริ่มทำงาน เริ่มคิดมาก พอจะก้าวลงจากเครื่อง คิดว่าต้องทำอะไรเป็นอย่างแรก เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องเดินทางต่างประเทศลำพัง ปกติจะไปกับที่บ้านตลอด สรุปก็คือเลือกเดินตามผู้โดยสารท่านอื่นๆ พอไปถึง ตม. (ด่านตรวจคนเข้าเมือง) ถึงกับ "งง" เป็นไก่ตาแตกเลยคะ เขายิงคำถามมารัวๆๆ โดยไม่สนใจว่าเราจะฟังออกไหม แต่พอถามจบ พร้อมเงยหน้าขึ้นมามองหน้าฉัน เขาก็ถามใหม่แบบช้าๆ ยอมรับคะว่าตอบไม่ได้ ฟังไม่ออก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะสองเจ้ (แอดมินพี่เบสท์และพี่ตั้ม) ได้ช่วยเขียนอธิบายใส่กระดาษมาให้บ้าง ประมาณว่าถ้าเขาถามที่พักให้ตอบอันนี้นะ ถ้าถามว่ามาทำไมให้ตอบว่ามาเรียนที่นี่นะ บลาๆๆ สรุปเลยผ่านเข้ามาโดยปลอดภัยคะ .. จริงๆในใจแอบคิด กลัวเขาส่งกลับประเทศมากๆเลยเพราะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง .. โอ้ววว! ไม่นะ เสียเงินค่าเรียนไปหมดแล้ว ถูกส่งกลับเลยนี่อายเขาตายยย (>_<)


พอมาถึงหอพัก .. โชคดีค่ะที่บังเอิญในหอพักนั้น ยังมีรุ่นน้องคนไทยตั้ง 1 คน ^_^ น้องก็พอช่วยแนะนำได้บ้าง แต่เราอยู่ด้วยกันเพียงหนึ่งเดือนคะ เพราะน้องเขาต้องกลับไปเรียนต่อเมื่อมหาวิทลัยเขาเปิดเทอม เช้าวันแรกก็เลยได้เขาเดินพาไปสถาบัน เจอเพื่อนหลายชาติมากเลยคะ ทุกคนเดินเข้ามาทักทาย friendly กันมากๆ แต่ด้วยความที่เรายังพูดไม่ได้ ฟังไม่ค่อยออก ตามประสาคนช่างพูดของเรา ทำให้รู้สึกอึดอัดสุดๆๆๆ

ชีวิตในเดือนแรก .. ผ่านไปแบบหนักมาก มีทั้งร้องไห้คิดถึงบ้าน คิดถึงป๊าแม่ เจ๊ๆกับน้อง คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงอาหารไทย .. แต่ในเมื่อตัดสินใจเสียทั้งเงินและเวลา แถมต้องลาออกจากงาน มาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้กลับลำโดยที่ยังไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นเลยได้อย่างไร ... บอกตัวเอง "เอาวะๆ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จะหนีกลับบ้านก็ทำไม่ได้" ... ก็เลยเดินหน้าเข้าหาเพื่อนๆ ไปทุกที่ที่เพื่อนชวน เพื่อนรู้ว่าเราไม่ได้ภาษา เขาก็จะพยายามพูดช้าๆ เราก็จะจำ เก็บเอามาหาศัพท์เปิด dict ทบทวนบทเรียนเยอะๆ หาศัพท์ใหม่ๆทุกวัน


พอเวลาผ่านไปเริ่มเข้าเดือนที่ 2 .. รู้เลยค่ะว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป คือ หูกระะดิก ป่าวค่ะ!! เกมไม่ได้มีความสามารถพิเศษกระดิกหูได้แบบฮิปโปน๊าาา แต่หมายถึงเกมสามารถฟังได้เยอะขึ้น แต่พูดยังไม่ค่อยได้มากค่ะ ซึ่งก็พยายามที่จะหากิจกรรมทำตลอด ชวนเพื่อนๆไปเที่ยวหรือไปกิน เพื่อเป็นการบังคับให้ต้องได้พูด

ผ่านไป 3 เดือน .. ความกล้ามีเยอะขึ้น บวกกับอยากออกไปดูโลกกว้าง .. ไหนๆ ก็มาถึงอินเดียแล้ว เลยชวนเพื่อนจัดทริปไปเที่ยว Taj Mahal - Jaipur - Udaipur .. ทริปนี้มีเพื่อนร่วมชะตากรรม อีก 3 คน รวมเกมเป็น 4 .. 4 คน จาก 4 ชาติ ประกอบด้วย เพื่อนจากโคลัมเบีย มาเรียน Business English, เพื่อนจากอินเดีย มาเรียนคอร์สเตรียมสอบ TOEFL, และเพื่อนจากญี่ปุ่น อยู่ Basic level และเกมเองก็ยังคงอยู่ Basic level เช่นกัน .... ตลอดทริปได้เจอเหตุการณ์มากมายที่ทำให้เราต้องช่วยกันตัดสินใจ หาจุดกึ่งกลางของความลงตัวทุกๆอย่าง ทำให้บางครั้งต้องคอยหาศัพท์มาเถียงกับเพื่อนๆ .. ซึ่งสนุกมากค่ะ ฮ่าๆๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติกับเพื่อนๆจากแต่ละประเทศ บางเรื่องที่เป็นเหมือนเรื่องปกติในไทย แต่กลับไม่ปกติในสายตาของคนอินเดีย หรือญี่ปุ่น หรือบางที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันอย่างปกติของอินเดีย แต่พวกเราที่มาจากไทย โคลัมเบีย และญี่ปุ่น กลับไม่เข้าใจ

เมื่อจบทริปทัชมาฮาล .. ก็กลับมาเรียนต่อที่สถาบันเดิม รู้สึกได้เลยว่าทักษะการพูดของเราพัฒนาไปอีกขั้นแล้ว ซึ่งมันรู้สึกแตกต่างได้ชัดกับเพื่อนบางชาติที่มาแล้วเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง และคบแต่กับคนประเทศเดียวกัน 3 เดือนของเขาผ่านไป แต่ภาษาเขาก็ยังเหมือนเดิม ถ้าถามว่าเพราะอะไร เกมคิดว่าเป็นเพราะความรู้ในห้องเรียนเป็นเพียงแค่ 50% แต่การที่เรานำเอามาใช้จริง เราจะได้ใช้กี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งได้พูดได้ฟังมาก ก็เหมือนเรายิ่งได้ฝึกฝนนั่นเองค่ะ

พอเวลาเดินมาถึงเดือนที่ 6 .. ตอนนั้นไม่อยากกลับเลยค่ะ หลงรักในหลายๆอย่างที่อินเดีย .. และเพราะประเทศนี้ ทั้งอาจารย์ เพื่อนฝูง และอีกหลายๆอย่าง บังคับ ฝึก และสอนให้เราใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก จากที่เรียกว่าแทบใช้ไม่ได้เลย .. ให้พัฒนาขึ้นมาอยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารได้ .. เกมเลยมองว่าจำนวนเงินที่เสียไปในครั้งนี้ กับเวลาแค่ 6 เดือน มันช่างเป็นประสบการณ์ และตำราเรียนที่คุ้มค่า เกินราคาไปมาก (รู้แบบนี้มาตั้งนานแล้วค่ะ ตอนเรียนมัธยมหรือป.ตรี ภาษาอังกฤษจะได้ไม่เดี้ยงขนาดนั้น) และที่สำคัญทำใหเกมผู้ซึ่งไม่เคยชอบภาษาอังกฤษเลย กลับกลายเป็นหลงรักภาษาอังกฤษเข้าเต็มเปา

... พี่เกม ...

#englishclassmumbai #เทยวอนเดย #visaindia #เรยนตออนเดย #มมไบ #เรยนอนเดย

ดู 0 ครั้ง